Close Menu
The Practical

    Subscribe to Updates

    Get the latest creative news from FooBar about art, design and business.

    What's Hot

    ประกันสุขภาพจำเป็นหรือไม่? และส่งผลดีต่อคนทำงานในยุคนี้อย่างไร?

    พฤษภาคม 19, 2025

    ประกันสุขภาพของบริษัทใช้ร่วมกับประกันสังคมแต่ยังต้องจ่ายเพิ่มหรือเปล่า?

    พฤษภาคม 19, 2025

    Flashcards สมัยใหม่ ทำให้คุณใช้คำศัพท์ภาษาอังกฤษเป็นทันทีได้อย่างไร?

    กุมภาพันธ์ 7, 2025
    Facebook YouTube Spotify Pinterest
    Facebook YouTube Spotify
    The Practical
    Login
    • Home
    • Work
    • Life
      • Finance and Investment
      • Guarantee
      • Labor Law
      • Real Estate
    • Balance
      • Book Reviews
      • Movie Reviews
      • Product Reviews
    • Sustainability
      • DJSI
      • SDGs
    • People Stories
      • Happy Growth
      • Others
      • Transformative Learning
      • UNMASK STORY
      • Vision Mission
    • InMind
    • Podcast
    The Practical
    • Home
    • Work
    • Life
    • Balance
    • Sustainability
    • People Stories
    • InMind
    • Podcast
    Home»Balance»Finance Basic – พื้นฐานเรื่องการเงินที่สำคัญผู้จัดการควรรู้
    Balance

    Finance Basic – พื้นฐานเรื่องการเงินที่สำคัญผู้จัดการควรรู้

    mypilottest01By mypilottest01สิงหาคม 31, 2022ไม่มีความเห็น3 Mins Read
    Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Tumblr WhatsApp VKontakte Email
    Man with laptop browsing through online data in office
    Share
    Facebook Twitter LinkedIn Pinterest Email

    Finance Basic – พื้นฐานเรื่องการเงินที่สำคัญถือเป็นเรื่องสำคัญมากเรื่องนึงเลย สำหรับคนทำงานในตำแหน่งหัวหน้าหรือผู้จัดการ เพราะเรื่องงบประมาณ การบริหารจัดการในเรื่องค่าใช้จ่ายถือเป็นอีกหนึ่งความรับผิดชอบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

    แต่เอาเข้าจริง เรื่อง Finance Basic – พื้นฐานเรื่องการเงิน ก็สำคัญกับทุกคน ไม่ว่าเราจะประกอบอาชีพอะไรก็ตาม ความรู้เรื่องการเงินเป็นองค์ประกอบสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในการประกอบอาชีพนั้นให้สำเร็จ แน่นอนว่ายิ่งเรามีความรู้เกี่ยวกับการเงินมากเท่าไร ยิ่งหมายถึงความปลอดภัยที่มากขึ้นในการดำเนินธุรกิจใดๆ ก็ตามด้วย เพราะการจ้างคนอื่นมาจัดการเรื่องการเงินให้เรานั้น เราจะแน่ใจหรือมั่นใจได้อย่างไรว่าเขาซื่อสัตย์ต่อเรามากพอ

    “เราวิเคราะห์จุดคุ้มทุนได้หรือไม่? เข้าใจในทุกตัวเลขที่เกี่ยวบริษัทของเราไหม? หรือเข้าใจไหมว่าอะไรทำให้การทำกำไรของบริษัทของเราตกต่ำ?”

    หนังสือ HBR Guide to Finance Basic for Managers เขียนโดย Karen Berman และ Miles Cook ผู้เป็นสุดยอดผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการทางธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เป็นที่ปรึกษาให้กับระดับผู้จัดการ ผู้บริหาร เจ้าของกิจการ และเจ้าของธุรกิจ Start-Up มากมาย หนังสือเล่มนี้จะเป็นเหมือนเครื่องมือและการสร้างความเชื่อมั่นในการทำให้เรากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน ถือเป็นคู่มือฉบับสมบูรณ์ที่จะมอบองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการเข้าใจปัจจัยพื้นฐานทางการเงินตามที่คนทำงานทุกคนต้องมี

    “ทุกธุรกิจมีข้อมูลทางการเงินเป็นองค์ประกอบ ถ้าเราไม่รู้จักเครื่องมือทางการเงิน เราก็ไม่สามารถนำข้อมูลนั้นไปใช้ได้”

    คนทำงานทุกคนไปจนถึงระดับผู้จัดการ จะได้ยินคำถามหรือการขอความคิดเห็นที่ลองเชิงพวกเขาเกี่ยวกับความเข้าใจพื้นฐานเรื่องการเงินอยู่เสมอ หากเราคุยภาษาเดียวกับพวกเขาได้ เขาจะเข้าใจว่าเราสามารถใช้เครื่องมือทางการเงินเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจได้ แต่ความเป็นจริงแล้วคนทำงานส่วนใหญ่หรือคนที่ทำงานในระดับผู้จัดการก็ไม่ได้เข้าใจความแตกต่างระหว่างเรื่องของกำไรกับเรื่องกระแสเงินสดซะด้วยซ้ำ พวกเขาแยกไม่ออกว่าอะไรคืองบดุล และอะไรคืองบกำไรขาดทุน ดังนั้นหากใครสักคนเริ่มพูดคำศัพท์พวกนี้ใส่เรา เราจะเริ่มเกิดอาการกระอักกระอ่วนเนื่องจากเราไม่รู้ว่าจะไปต่ออย่างไรดี เพราะในตอนที่ถูกถามในเรื่องนี้สมองของเรามันโล่งไปหมด

    “งบดุล งบกำไรขาดทุน และ งบกระแสเงินสด คือ 3 มุมมองเกี่ยวกับประสิทธิภาพทางการเงินของบริษัท”

    บริษัทของเราเป็นเจ้าของอะไรบ้าง? ใครเป็นลูกหนี้ของเรา? เราเป็นลูกหนี้ของใคร? แหล่งที่มาของรายได้หลักของบริษัทของเรามาจากไหน? เงินที่ได้มาถูกนำใช้ไปอย่างไร? เราได้กำไรกลับมาเท่าไร? หรือ สถานะทางการเงินของบริษัทในตอนนี้ภาพรวมเป็นอย่างไร? สิ่งเหล่านี้เราสามารถหาคำตอบได้ด้วย 3 งบการเงิน ดังต่อไปนี้

    1. งบดุล หรือ Balance Sheet :

    งบแสดงฐานะการเงิน ที่แสดงให้เรารู้ว่า ณ วันนี้กิจการมีสถานะการเงินเป็นอย่างไรบ้าง? งบดุลจะแสดงสิ่งที่บริษัทเป็นเจ้าของ สิ่งที่เป็นหนี้ และมูลค่าตามบัญชีของบริษัท หรือ มูลค่าสุทธิ สามารถเรียกอีกอย่างว่าส่วนของผู้ถือหุ้น

    • สินทรัพย์ (Assets) – หนี้สิน (Liabilities) = ส่วนของเจ้าของ (Shareholders’ Equity) หรือ ความมั่งคั่งสุทธิ (Net Worth)
    • หนี้สิน (Liabilities) + ส่วนของเจ้าของ (Shareholders’ Equity) = สินทรัพย์ (Assets)

    งบดุลแสดงสินทรัพย์ที่ด้านหนึ่งของบัญชีแยกประเภท หนี้สินและส่วนของเจ้าของที่อีกด้านหนึ่ง เรียกว่างบดุลเพราะทั้งสองฝ่ายต้องสมดุลเสมอ ตัวอย่างสินทรัพย์ จะได้แก่ เงินสดในมือและหลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด ลูกหนี้ และสินค้าคงเหลือ ส่วนหนี้สิน คือเงินที่เป็นหนี้ เจ้าหนี้และหนี้อื่นๆ ที่โดยจะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ หนี้สินหมุนเวียน ต้องชำระภายในหนึ่งปี และ หนี้สินระยะยาวคือ หนี้สินที่มีกำหนดชำระมากกว่า 1 ปี

    2. งบกำไรขาดทุน หรือ Income Statement :

    งบกำไรขาดทุนแสดงผลลัพธ์ที่สะสมภายในกรอบเวลาที่กำหนด บ่งบอกถึงการสร้างรายได้ที่เราสามารถทำได้จากผลิตภัณฑ์หรือการให้บริการของบริษัท เราสร้างรายได้เพิ่มขึ้นเร็วกว่าคู่แข็งหรือไม่? พนักงานขายและการตลาดทำงานได้ดีหรือยัง? และงบกำไรขาดทุนยังบอกอีกว่าเราสามารถปรับสมดุลระหว่างต้นทุนกับรายได้ได้ดีพอแล้วหรือยังด้วย

    • รายได้ – ค่าใช้จ่าย = รายได้สุทธิ

    3. งบกระแสเงินสด หรือ Cash Flow Statement :

    งบกระแสเงินสดคือ งบที่แสดงให้เห็นในหมวดหมู่กว้างๆ ว่าบริษัทได้เงินมาและใช้เงินสดอย่างไรในช่วงเวลาที่กำหนด รายจ่ายจะแสดงในใบแจ้งยอดเป็นตัวเลขติดลบ และแหล่งที่มาของตัวเลขรายได้เป็นบวก บรรทัดล่างสุดในแต่ละหมวดหมู่คือยอดรวมสุทธิของกระแสเข้าและออก และสามารถเป็นได้ทั้งบวกและลบ

    เมื่อเราใช้อัตราส่วน เราจะสามารถเปรียบเทียบประสิทธิภาพทางการเงินของบริษัทของเรากับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมในตลาดและกับประสิทธิภาพของบริษัทของเราในอดีตได้ ซึ่งจะทำให้เห็นความก้าวหน้าหรือความถดถอยของการดำเนินธุรกิจของเราได้อย่างชัดเจน

    อัตราส่วนความสามารถในการทำกำไร (Profitability Ratios)

    อัตราส่วนความสามารถในการทำกำไร จะช่วยวัดความสามารถในการทำกำไรของบริษัทออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ของตัวเลขอื่นๆ เช่น

    • อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (Return on Assets หรือ ROA): ระบุว่าบริษัทใช้สินทรัพย์เพื่อสร้างผลกำไรได้ดีเพียงใด เป็นการวัดผลลัพธ์ที่ดีในการเปรียบเทียบบริษัทที่มีขนาดต่างกัน
    • อัตราผลตอบแทนจากส่วนของเจ้าของ (Return on Equity หรือ ROE): แสดงกำไรเป็น % เป็นอัตราส่วนแสดงความสามารถในการทำกำไรเทียบกับส่วนของเจ้าของ ซึ่งเป็นการประเมินค่าอัตราผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นในฐานะของเจ้าของกิจการจะได้รับ
    • อัตราผลตอบแทนจากการขาย (Return on Sales หรือ ROS): หรือ ที่เรียกว่าอัตรากำไรสุทธิ (net profit) เป็นกำไรสุทธิที่คิดจากร้อยละของรายได้จากการขาย โดยจะวัดว่าบริษัทสามารถควบคุมต้นทุนและเปลี่ยนรายได้ให้เป็นกำไรสุทธิได้ดีเพียงใด?
    • อัตรากำไรขั้นต้น (Net Profit Margin): อัตรากำไรขั้นต้นแสดงให้เห็นว่าบริษัทผลิตสินค้าหรือให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด โดยคำนึงถึงต้นทุนโดยตรงเท่านั้น

    อัตราส่วนการดำเนินงาน

    สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าบริษัทใช้สินทรัพย์ในการทำงานและจัดการเงินสดได้ดีเพียงใด การหมุนเวียนของสินทรัพย์เป็นอย่างไร อัตราส่วนนี้จะแสดงให้เห็นว่าบริษัทใช้สินทรัพย์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเงินสด เครื่องจักร และอื่นๆ เพื่อสร้างรายได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด โดยอัตราส่วนการดำเนินงานช่วยให้คุณประเมินระดับประสิทธิภาพของบริษัท ยกตัวอย่างเช่น

    • ระยะเวลาในการเก็บหนี้ถัวเฉลี่ย (Days Sales Outstanding : DSO) คือ จำนวนวันที่จะเก็บเงินสดจากยอดคงค้างจากลูกหนี้ ซึ่งจะเป็นตัวบอกเราว่าบริษัทสามารถเก็บเงินที่ลูกค้าที่ค้างชำระได้เร็วเพียงใด
    • ระยะเวลาชำระหนี้เจ้าหนี้การค้า (Days Payables Outstanding: DPO) คือ จำนวนวันที่คู่ค้าให้เครดิตกับบริษัทของเราโดยเฉลี่ย ซึ่งจะเป็นตัวบอกเราว่าบริษัทของเราจ่ายเงินให้บริษัทคู่ค้าอื่นๆ ได้เร็วแค่ไหน ยิ่งสูงยิ่งดี เพราะแทนที่กิจการจะนำเงินไปจ่ายหนี้ ก็สามารถนำไปใช้อย่างอื่นก่อนได้

    อัตราส่วนสภาพคล่อง (Liquidity Ratios)

    อัตราส่วนสภาพคล่องบอกคุณเกี่ยวกับความสามารถของบริษัทในการปฏิบัติตามภาระผูกพันทางการเงินระยะสั้น เช่น การชำระหนี้ เงินเดือน และเจ้าหนี้การค้า ยกตัวอย่างเช่น

    • อัตราส่วนทุนหมุนเวียน (Current ratio): อัตราส่วนนี้วัดสินทรัพย์หมุนเวียนของบริษัทเทียบกับหนี้สินหมุนเวียน ในการคำนวณ ให้หารสินทรัพย์หมุนเวียนทั้งหมดด้วยหนี้สินหมุนเวียนทั้งหมด ซึ่งจะบ่งบอกถึงสภาพคล่อง ของบริษัทในการที่จะชำระหนี้ระยะสั้น หากมีค่าน้อยกว่า 1 หมายความว่า บริษัทมีหนี้สินหมุนเวียนมากกว่าสินทรัพย์หมุนเวียนทำให้อาจมีปัญหาในการชำระหนี้ระยะสั้นได้ แต่ถ้าหากอัตราส่วนนี้มากกว่า 1 แสดงว่าบริษัทมีสินทรัพย์หมุนเวียนมากพอที่จะชำระหนี้ระยะสั้น
    • อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็ว (Quick ratio): อัตราส่วนนี้ปรับปรุงมาจากอัตราส่วนทุนหมุนเวียน โดยในการคำนวณเราจะไม่นำ สินค้าคงเหลือ มาคิดรวมกับ สินทรัพย์หมุนเวียน อื่น ๆ เช่น เงินสด ลูกหนี้การค้า และ สินทรัพย์ในความต้องการของตลาด เนื่องจากสินค้าคงเหลือสามารถแปลงเป็นเงินสดได้ช้ากว่า และอาจมีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี ทำให้อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็วบอกถึง สภาพคล่อง ของกิจการได้ดีกว่าอัตราส่วนทุนหมุนเวียน
    • อัตราส่วนเงินสด (Cash ratio): อัตราส่วนที่ใช้วิเคราะห์ สภาพคล่อง ของบริษัทที่ตั้งอยู่บนหลักความระมัดระวังที่สุด โดยจะนำ สินทรัพย์หมุนเวียน ที่เป็น เงินสด และ หลักทรพย์ในความต้องการของตลาด หารด้วย หนี้สินหมุนเวียน ถ้าหากอัตราส่วนนี้สูง หมายถึงบริษัทมีสภาพคล่องสูง แต่หากสูงมากอาจหมายถึงบริษัทถือเงินสดไว้มากจนเกินไปทำให้ประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ลดลง จึงควรดูอัตราส่วนประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ควบคู่กันด้วย
    • อัตราหมุนเวียนของลูกหนี้ (Account Receivable Turnover): จำนวนครั้งที่บริษัทสามารถเก็บเงินจากการขายเชื่อได้ สามารถคำนวณได้โดยใช้ยอดขายเชื่อสุทธิหารด้วยลูกหนี้การค้าเฉลี่ย โดยที่ลูกหนี้การค้าเฉลี่ยคือลูกหนี้การค้าต้นงวดบวกลูกหนี้การค้าปลายงวดหารด้วย 2 โดยถ้าหากอัตราหมุนเวียนของลูกหนี้สูง หมายความว่าบริษัทของเราสามารถเก็บเงินจากการขายเชื่อได้เร็ว แต่หากอัตรานี้สูงเกินไปอาจหมายถึงบริษัทเข้มงวดในการให้เครดิตกับลูกค้ามากเกินไปซึ่งอาจจะทำให้เสียเปรียบในการแข่งขัน ดังนั้นการนำอัตราส่วนนี้ไปเปรียบเทียบกับกิจการอื่นจึงควรดูนโยบายการให้เครดิตแก่ลูกหนี้ของบริษัทด้วย
    • ระยะเวลาเก็บหนี้ (Average Collection Period): เป็นการคำนวนให้เห็นถึงระยะเวลาในการเรียกเก็บหนี้ว่าสั้นหรือยาว เพื่อให้ทราบถึงคุณภาพของลูกหนี้ของบริษัท รวมไปถึงประสิทธิภาพในการเรียกเก็บหนี้และนโยบายในการให้สินเชื่อทางธุรกิจ หากระยะเวลาเก็บหนี้มีค่าน้อย หมายถึงคุณภาพของลูกหนี้ที่ดี ที่สามารถชำระเงินได้เร็วนั่นเอง 
    • อัตราหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (Inventory Turnover): จำนวนครั้งที่บริษัทสามารถขายสินค้าคงเหลือออกไปได้ สามารถคำนวณได้จากใช้ต้นทุนขายหารด้วยสินค้าคงเหลือเฉลี่ย โดยที่สินค้าคงเหลือเฉลี่ยคือสินค้าคงเหลือต้นงวดบวกสินค้าคงเหลือปลายงวดหารด้วย 2 โดยถ้าหากอัตราหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือสูง หมายความว่าบริษัทของเราสามารถขายสินค้าได้เร็ว แต่ถ้าหากอัตรานี้สูงเนื่องจากสินค้าคงเหลือน้อยเกินไปจนทำให้สินค้าไม่พอขายและต้องสูญเสียลูกค้าไปในที่สุด ดังนั้นจึงต้องมี การบริหารสินค้าคงเหลือของเรา ต้องไม่ให้มากหรือน้อยจนเกินไป 
    • ระยะเวลาขายสินค้า (Holding period): สำหรับอัตราส่วนนี้ แสดงให้เห็นว่าระยะเวลาสั้นยิ่งดี ยิ่งขายได้เร็วก็ดีกับธุรกิจ

    หลักการ คือ ค่าใช้จ่ายต้องตรงกับรายได้

    วัตถุประสงค์ของงบกำไรขาดทุน หรือ Income Statement คือ การรวมต้นทุนและค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการสร้างรายได้ในช่วงเวลาที่กำหนด ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านั้นอาจไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่จ่ายจริงในช่วงเวลานั้น บางคนอาจได้รับการชำระเงินก่อนหน้านี้ บางส่วนอาจจะได้รับเงินในภายหลังเมื่อบิลของผู้ขายถึงกำหนดชำระ ดังนั้นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน จึงไม่สะท้อนถึงเงินสดที่จ่ายออกไป จึงต้องมีงบกระแสเงินสดที่จะบอกว่าเงินสดเข้าและออกเป็นอย่างไร

    รายจ่ายของต้นทุนไม่นับรวมกับกำไร

    เมื่อรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนเกิดขึ้น มันจะไม่ปรากฏในงบกำไรขาดทุน ดังนั้นบริษัทจึงสามารถซื้อรถบรรทุก เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ และอื่นๆ ได้ และค่าใช้จ่ายจะปรากฏในงบกำไรขาดทุนในรูปแบบค่าเสื่อมราคาที่เกิดจากการใช้งานแบบค่อยเป็นค่อยไปตลอดอายุการใช้งานเท่านั้น รายการทั้งหมดเหล่านี้มักจะได้รับการชำระเงินเป็นเวลานานก่อนที่จะมีการคิดค่าเสื่อมราคาเต็มจำนวน

    “ความแตกต่างระหว่างกำไรและเงินสดสามารถสร้างความเสียหายได้ทุกรูปแบบในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบริษัทที่กำลังเติบโต”

    บริษัทอาจต้องรับมือกับข้อเท็จจริงที่ว่าลูกค้ารายใหญ่รายหนึ่งจ่ายบิลช้ามาก หรือ ผู้ขายรายสำคัญรายหนึ่งต้องชำระเงินล่วงหน้า สิ่งเหล่านี้สามารถสร้างความหายนะให้กับกระแสเงินสดของบริษัทได้ แม้ว่าจะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผลกำไรมากนักก็ตาม

    มีเหตุผลสำคัญ 3 ประการที่บอกว่าเราควรทำความเข้าใจงบกระแสเงินสด หรือ Cash Flow Statement

    1. จะช่วยให้เราเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้กับบริษัทของเรา ทิศทางของธุรกิจ และลำดับความสำคัญของผู้บริหารระดับสูงที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นอย่างไร?

    2. บริษัทส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่ผลกำไร แต่เมื่อพวกเขาควรจะเน้นที่ผลกำไรและเงินสด แน่นอน ผลกระทบมักจะจำกัดอยู่ที่กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน

    3. คนที่เข้าใจกระแสเงินสดมักจะได้รับความรับผิดชอบมากกว่า และด้วยเหตุนี้จึงมีแนวโน้มที่จะก้าวหน้าได้เร็วกว่าผู้ที่มุ่งเน้นที่งบกำไรขาดทุนเพียงอย่างเดียว

    การวิเคราะห์ผลประโยชน์ค่าใช้จ่าย

    สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจต้นทุนของสถานะที่เป็นอยู่ เราต้องชั่งน้ำหนักข้อดีที่เกี่ยวข้องของการลงทุนแต่ละครั้งกับผลเสียที่ตามมาจากการไม่ลงทุนเลย การวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้

    1. ระบุต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับโอกาสทางธุรกิจใหม่
    2. มองไปที่ความคุ้มของการลงทุนใหม่
    3. กำหนดเดดไลน์สำหรับค่าใช้จ่ายและรายได้ที่คาดหวัง
    4. มองไปถึงประโยชน์ของรายได้เพิ่มเติมที่การลงทุนจะนำมาให้
    5. ประเมินผลประโยชน์และต้นทุนที่ไม่สามารถวัดได้

    เมื่อคุณทำตามขั้นตอนนี้เสร็จสิ้น คุณก็พร้อมที่จะเริ่มประเมินโอกาสในการลงทุนได้แล้ว

    การวิเคราะห์จุดคุ้มทุน

    การวิเคราะห์จุดคุ้มทุน บอกเราว่าเราต้องขายเท่าไร? เพื่อจ่ายสำหรับการลงทุนคงที่ หรือกล่าวได้ว่าจุดใดที่เราจะคุ้มทุนในกระแสเงินสดของเราด้วยข้อมูลที่อยู่ในมือ เราสามารถดูความต้องการของตลาดและส่วนแบ่งตลาดคู่แข่งเพื่อดูว่าจะขายได้มากขนาดนั้นจริงหรือไม่ การวิเคราะห์จุดคุ้มทุนยังช่วยให้เราคิดถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของราคาและปริมาณอีกด้วย

    “บริษัทส่วนใหญ่ทำการวิเคราะห์จุดคุ้มทุนโดยพิจารณาจากรายได้และอัตรากำไรขั้นต้น”

    ก่อนที่เราจะสามารถคำนวณในเรื่องนี้ได้ เราต้องเข้าใจส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องเหล่านี้เสียก่อน

    • ต้นทุนคงที่ คือ ต้นทุนที่ส่วนใหญ่เท่าเดิม ไม่ว่าจะขายผลิตภัณฑ์ได้กี่ชิ้นหรือขายบริการได้กี่หน่วย เช่น ประกัน เงินเดือนผู้บริหาร หรือค่าเช่า เป็นต้น
    • ต้นทุนผันแปร คือ ต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงตามจำนวนหน่วยที่ผลิตและขาย

    ปริมาณคุ้มทุน = ต้นทุนคงที่ / (ราคาขายต่อหน่วย – ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย)

    เมื่อเราตัดสินใจรับโอกาสในการลงทุนแล้ว เราก็ควรติดตามความคืบหน้า ติดตามการประมาณการของเราเทียบกับรายได้และค่าใช้จ่ายจริง เป็นความคิดที่ดีที่จะทำสิ่งนี้เป็นรายเดือน เพื่อให้เราสามารถระบุปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

    ข้อมูลอะไรบ้างที่งบการเงินไม่สามารถบอกเราได้

    งบการเงินมีข้อมูลที่เป็นการแสดงผลย้อนหลังหรืออดีตเป็นหลัก งบกำไรขาดทุนและงบกระแสเงินสดจะบอกเราว่าบริษัทของเราดำเนินการอย่างไรในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ งบดุลจะแสดงภาพรวมสถานะทางการเงิน ณ วันที่กำหนด แต่ธุรกิจก็จำเป็นต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในตอนนี้ และสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ ต่อไปนี้คือข้อมูลหลัก 3 ประเภทที่เราจะไม่ได้จากงบการเงิน

    1. ประสิทธิภาพขององค์ที่ไม่ใช่ทางการเงิน
      หากบริษัทมีปัญหาด้านความปลอดภัย มีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาทีละอย่าง ซึ่งความปลอดภัยเป็นแง่มุมหนึ่งของความสมบูรณ์ขององค์กร อีกอย่างหนึ่งคือระดับความผูกพันของพนักงาน ผู้คนสนุกกับการทำงานในบริษัทของเราหรือไม่? พวกเขาจะแนะนำให้เพื่อนหรือไม่? ในการตอบคำถามเหล่านี้ เราต้องการข้อมูลจากการพนักงานและคุณจะไม่พบข้อมูลเหล่านี้ในงบการเงิน
    2. สิ่งที่ลูกค้าคิด
      ทัศนคติของลูกค้า ความพึงพอใจที่พวกเขามีต่อบริษัทและผลิตภัณฑ์ของบริษัท ความคับข้องใจ การร้องเรียนและอื่นๆ สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ปรากฏในงบการเงินเช่นกัน ทว่าทัศนคติเหล่านั้นเป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญของความสำเร็จในอนาคตของบริษัท ท้ายที่สุดแล้ว หากบริษัทไม่สามารถยึดลูกค้าของตนไว้และดึงดูดลูกค้ารายใหม่ๆ ได้ โอกาสของบริษัทก็มีแนวโน้มจะมืดมนลง
    3. คู่แข่งกำลังวางแผนอะไรอยู่
      ประเด็นนี้แทบจะไม่เกิดขึ้นเลย และบริษัทส่วนใหญ่ใช้เวลาและทรัพยากรอย่างมากในการพยายามคาดการณ์ความเคลื่อนไหวครั้งต่อไปของคู่แข่ง บริษัทที่ชาญฉลาดจะคอยจับตาดูแผนเหล่านั้นด้วยการวิเคราะห์รายงานและข่าวประชาสัมพันธ์ของคู่แข่ง พูดคุยกับนักวิเคราะห์และผู้สังเกตการณ์ที่มีความรู้ และเข้าร่วมการประชุมในอุตสาหกรรม ธุรกิจที่ไม่สนใจการแข่งขันถือเป็นธุรกิจที่กำลังตกอยู่ในอันตราย

    บทสรุป

    คนทำงานหรือเจ้าของธุรกิจควรให้ความสนใจกับระดับของเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท เงินทุนหมุนเวียนน้อยเกินไปอาจทำให้บริษัทอยู่ในสถานะที่ไม่ดี ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลถึงการชำระค่าใช้จ่ายหรือการใช้ประโยชน์จากโอกาสในการทำกำไรได้ แต่เงินทุนหมุนเวียนที่มากเกินไปก็ทำให้ความสามารถในการทำกำไรลดลง เนื่องจากเงินทุนดังกล่าวต้องได้รับการสนับสนุนทางการเงินในทางใดทางหนึ่ง

    ในขณะที่ผู้คนใช้งบทางการเงินเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับบริษัทต่างๆ หลายคนสังเกตเห็นว่างบดุลแบบเดิมไม่สามารถสะท้อนมูลค่าและศักยภาพในการทำกำไรของบริษัทได้ การไม่มีสิ่งที่จับต้องไม่ได้ในงบดุล อย่างเช่น ทักษะ ทรัพย์สินทางปัญญา ตราสินค้า หรือความสัมพันธ์ ทำให้เราไม่สามารถรับรู้สินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดผลผลิตสูงสุดได้ ดังนั้นเราควรมองข้ามอิฐ ปูน อุปกรณ์ และเงินสดที่ประกอบเป็นสินทรัพย์ในงบดุลเพื่อกำหนดมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทจากสิ่งที่งบดุลไม่ได้แสดงอยู่ด้วย

    References:

    อัตราส่วนทางการเงิน Financial Ratio

    ตารางสรุปอัตราส่วนทางการเงิน

    https://hbr.org/

    Book Review
    Share. Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Tumblr WhatsApp Email
    Previous ArticleWork-Life Balance หรือ Work ไร้ Balance – เมื่องานกำลังกระทบกับชีวิตส่วนตัว
    Next Article Midlife Crisis – สัญญาณเตือนที่กำลังบอกเราว่า เรากำลังเข้าสู่วิกฤตวัยกลางคน
    mypilottest01

      Related Posts

      ปลดล็อกศักยภาพ กับ 60 บทเรียนชีวิตจาก Adam Grant

      มกราคม 6, 2025

      การจัดการเวลาแนวใหม่ : กลยุทธ์จาก Deep Work โดย Cal Newport

      กันยายน 4, 2024

      การปฏิวัติความสำเร็จ ในที่ทำงาน: กลยุทธ์จาก Atomic Habits โดย James Clear

      กันยายน 3, 2024

      The SPEED of Trust: ความไว้วางใจ สิ่งเดียวที่เปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้

      มิถุนายน 17, 2024

      Comments are closed.

      Our Picks

      ตั้งเป้าหมายการเงินให้สำเร็จ – วิธีการและเคล็ดลับจากประสบการณ์จริง

      มิถุนายน 22, 2024

      ลาเพื่อพาพ่อแม่ไปหาหมอ หรือ ลาเพื่อไปดูใจพ่อแม่เป็นครั้งสุดท้าย ใช้ลากิจได้

      สิงหาคม 18, 2023

      แผนการเกษียณ ของคน Gen Z ควรเป็นอย่างไร? และต้องเริ่มต้นอย่างไร?

      มิถุนายน 6, 2023

      7 เหตุผลที่ทำให้คนฉลาดหรือคนที่ทำงานหนักไม่ใช่คนที่ประสบความสำเร็จ

      พฤษภาคม 30, 2023
      • Facebook
      • Pinterest
      • Instagram
      • YouTube
      Don't Miss

      ประกันสุขภาพจำเป็นหรือไม่? และส่งผลดีต่อคนทำงานในยุคนี้อย่างไร?

      By willskillพฤษภาคม 19, 20250

      ประกันสุขภาพ หร…

      ประกันสุขภาพของบริษัทใช้ร่วมกับประกันสังคมแต่ยังต้องจ่ายเพิ่มหรือเปล่า?

      พฤษภาคม 19, 2025

      Flashcards สมัยใหม่ ทำให้คุณใช้คำศัพท์ภาษาอังกฤษเป็นทันทีได้อย่างไร?

      กุมภาพันธ์ 7, 2025

      จำไม่ให้ลืม | ทำไมคนที่พูดได้หลายภาษาจำคำศัพท์แล้วไม่ลืม?

      กุมภาพันธ์ 3, 2025

      Subscribe to Updates

      Get the latest creative news from SmartMag about art & design.

      About Us
      About Us

      Your source for the lifestyle news. This demo is crafted specifically to exhibit the use of the theme as a lifestyle site. Visit our main page for more demos.

      We're accepting new partnerships right now.

      Email Us: admin_thepractical@thepractical.co

      Our Picks

      ตั้งเป้าหมายการเงินให้สำเร็จ – วิธีการและเคล็ดลับจากประสบการณ์จริง

      มิถุนายน 22, 2024

      ลาเพื่อพาพ่อแม่ไปหาหมอ หรือ ลาเพื่อไปดูใจพ่อแม่เป็นครั้งสุดท้าย ใช้ลากิจได้

      สิงหาคม 18, 2023

      แผนการเกษียณ ของคน Gen Z ควรเป็นอย่างไร? และต้องเริ่มต้นอย่างไร?

      มิถุนายน 6, 2023
      New Comments
        Facebook YouTube Spotify Pinterest
        • Home
        • Work
        • Life
        • Balance
        • Sustainability
        • People Stories
        • InMind
        • Podcast
        © 2026 Willskill. Designed by Exaalgia.

        Type above and press Enter to search. Press Esc to cancel.

        Sign In or Register

        Welcome Back!

        Login to your account below.

        Lost password?