Close Menu
The Practical

    Subscribe to Updates

    Get the latest creative news from FooBar about art, design and business.

    What's Hot

    ประกันสุขภาพจำเป็นหรือไม่? และส่งผลดีต่อคนทำงานในยุคนี้อย่างไร?

    พฤษภาคม 19, 2025

    ประกันสุขภาพของบริษัทใช้ร่วมกับประกันสังคมแต่ยังต้องจ่ายเพิ่มหรือเปล่า?

    พฤษภาคม 19, 2025

    Flashcards สมัยใหม่ ทำให้คุณใช้คำศัพท์ภาษาอังกฤษเป็นทันทีได้อย่างไร?

    กุมภาพันธ์ 7, 2025
    Facebook YouTube Spotify Pinterest
    Facebook YouTube Spotify
    The Practical
    Login
    • Home
    • Work
    • Life
      • Finance and Investment
      • Guarantee
      • Labor Law
      • Real Estate
    • Balance
      • Book Reviews
      • Movie Reviews
      • Product Reviews
    • Sustainability
      • DJSI
      • SDGs
    • People Stories
      • Happy Growth
      • Others
      • Transformative Learning
      • UNMASK STORY
      • Vision Mission
    • InMind
    • Podcast
    The Practical
    • Home
    • Work
    • Life
    • Balance
    • Sustainability
    • People Stories
    • InMind
    • Podcast
    Home»Balance»The Coaching Habit – พูดให้น้อย ถามให้มาก เปลี่ยนวิธีการเป็นผู้นำของเราให้ประสบความสำเร็จ
    Balance

    The Coaching Habit – พูดให้น้อย ถามให้มาก เปลี่ยนวิธีการเป็นผู้นำของเราให้ประสบความสำเร็จ

    mypilottest01By mypilottest01มีนาคม 12, 2022ไม่มีความเห็น3 Mins Read
    Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Tumblr WhatsApp VKontakte Email
    The Coaching Habit
    Share
    Facebook Twitter LinkedIn Pinterest Email

    The Coaching Habit เป็นวิธีการที่ใช้หลักการโค้ช (Coaching) ที่ทุกวันนี้ หลายๆ องค์กร นิยมนำมาใช้ในการพัฒนาพนักงานและองค์กรกันอย่างแพร่หลาย ทั้งในบ้านเราและในต่างประเทศ

    เราสามารถเห็นได้จากหลักสูตรการเป็นโค้ช เช่น เรื่องการสร้าง Teamwork ด้วยการโค้ชหรือ Coaching Skill สำหรับพนักงาน หัวหน้างาน หรือ ผู้บริหาร หรือ แม้กระทั่ง Life Coach และ อื่นๆ นั่นจึงเป็นที่มาที่ทางแอดมิน อยากให้พวกเราได้เข้าใจในเรื่องนี้ และ ลองนำไปประยุกต์ใช้กับงาน หรือ กับการดำเนินชีวิตดู เผื่อว่าจะให้ผลลัพธ์บางสิ่งบางอย่างที่เราอาจจะตามหามานานก็ได้

    หลักการโค้ช คือ การดึงศักยภาพและประสิทธิภาพของคนออกมา ซึ่งอาจจะเป็นการทำงาน การดำเนินชีวิต การแข่งกีฬา หรือการออกกำลังกายเป็นต้น ซึ่งปัจจุบันเป็นโค้ชเป็นหนึ่งในอาชีพที่ได้รับความนิยมกันมาก โดยโค้ชแต่ละคนเขาก็จะเลือกเป็นโค้ชในเรื่องที่ตนเองถนัดให้แก่คนที่ต้องการเรียนรู้ พัฒนาตนเองในแบบเฉพาะกลุ่มหรืออาจจะเป็นแบบส่วนตัวไป

    “การโค้ช เป็นเหมือนศิลปะที่คนเราพูดกันออกมาเหมือนง่าย แต่ทำจริงได้ยาก”

    การโค้ช ไม่ใช่การแนะนำหรือบังคับว่า ผู้รับการโค้ช (Coachee อ่านว่า โค้ชชี่) ต้องทำแบบนั้นหรือแบบนี้ ซึ่งต่างจากการไปปรึกษาขอความคิดเห็นของใครสักคนนึง แต่กระบวนการโค้ช คือการสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ผู้รับการโค้ช เพื่อให้พวกเขามีความกล้าในการจะถาม เรียนรู้ และปฏิบัติอย่างถูกวิธี เพื่อให้โอกาสพวกเขาได้ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ในรูปแบบและวิธีการของตัวเขาเอง

    The Coaching Habit
    https://www.amazon.com/Coaching-Habit-Less-Change-Forever/dp/0978440749

    หนังสือ The Coaching Habit – Say Less, Ask More & Change the Way You Lead Forever เป็นหนังสือที่มีประโยชน์และสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทั่วโลกมากมาย ผู้เขียน Michael Bungay Stanier เขาเป็นหุ้นส่วนอาวุโสของบริษัท Box of Crayons บริษัทที่โด่งดังจากการโค้ชให้กับองค์กรต่างๆ ให้มีนโยบายองค์กรในรูปแบบ ทำงานดีให้น้อยลง ทำงานยอดเยี่ยมให้มากขึ้น และในหนังสือเล่มนี้ พวกเราจะได้เรียนรู้เคล็ดลับการโค้ชจากเขา และวิธีที่พวกเขาใช้ในการสนับสนุนและพาผู้รับการโค้ชของพวกเขาไปถึงจุดหมาย

    คำถามเริ่มต้น: ค้นหาคำถามที่มีพลัง ในการเปิดบทสนทนาได้อย่างรวดเร็วและลึกซึ้ง

    หนึ่งเหตุผลที่คนเราไม่กล้าเริ่มต้นโค้ชกัน ก็เพราะเราไม่รู้ว่าควรจะเริ่มต้นอย่างไร หลายคนมีความกลัวและกังวลว่าคำถามในระหว่างการเริ่มต้นสนทนาอาจจะน่าเบื่อ หรือ ดูน่ารำคาญในสายตาของผู้รับการโค้ช ในหนังสือเล่มนี้เขาบอกว่า อยากให้เราทำมันต่อไปแล้วเราก็จะไม่เป็นไร เพราะคนส่วนใหญ่มักก็มีความกังวลในลักษณะนี้เช่นกัน และก็ยึดติดอยู่กับบทสนทนาที่ผิวเผิน และน่าเบื่อ ซึ่งไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย และนี่คือ 3 สถานการณ์ที่พวกเราก็อาจจะเคยเจอหรือเคยมีประสบการณ์ในการเริ่มบทสนทนามาบ้างแล้ว เช่น

    1. The small Talk Tango

    ห้ามพลาดเด็ดขาด นี่เป็นช่วงเวลาของการคุยเรื่องเบาๆ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ทั่วไป เพื่อให้หวนระลึกถึงความสัมพันธ์ในอดีตร่วมกันอีกครั้ง เป็นกระบวนการสร้างการจดจำว่าเขาและเราเป็นใครสำหรับกันและกัน แต่หลังจากนั้นเราอาจจะรู้สึกจมลงไปในบทสนทนาและรู้สึกว่า “ถามจริงๆ เหอะ พวกเราคุณเรื่องอะไรกันอยู่เนี่ย?” หลังจากนั้นภายใน 8 นาที จาก 15 นาทีของการพูดคุยเรื่องไร้สาระ (คุยนอกเรื่องได้บ้าง แต่อย่านอกเรื่องนานจนเกินไปจนออกทะเลไปไกล)

    “การคุยเล่นๆ เป็นแค่สะพานที่เราใช้เพื่อเข้าบทสนทนาสำคัญที่เราต้องการ”

    2. The Ossified Agenda

    เป็นการคุยแบบนัดพบ หรือ เป็นการพูดคุยที่มีวาระกำหนด ซึ่งการคุยในลักษณะนี้จะเป็นการพูดคุยกับคน สถานที่ เวลา และวาระเดียวกันทั้งหมด เราอาจจะพูดได้ว่าคือการประชุมที่แสนน่าเบื่อและขาดอรรถรส เพราะมันสามารถดูดพลังผู้คนที่เข้าร่วมประชุมหรือร่วมการพูดคุยนี้ได้ทั้งหมด วาระการพูดคุยในลักษณะนี้จะดีมากถ้าหากถูกจัดให้มีเพียงแค่ 1 ครั้งต่อสัปดาห์หรือต่อเดือน ถึงแม้ว่ามันจะน่าเบื่อ แต่ก็เป็นกระบวนการที่นำพวกเราเข้าสู่ประเด็นและเรื่องที่สำคัญ

    “คำตอบเป็นการปิดประตู และคำถามคือการเปิดประตู เพื่อเชื้อเชิญเราเข้าสู่บทสนทนา”

    3. The Default Diagnosis

    เป็นการเข้าสู่บทสนทนาที่สำคัญของจริง เราไม่มีการตั้งคำถามกันอีกต่อไป เป็นเพียงการพูดคุยถึงหัวข้อที่ต้องการอย่างตรงไปตรงมา ส่วนใหญ่ผู้เข้าร่วมบทสนทนาทุกฝ่ายจะรู้และเตรียมตัวมาอย่างดีอยู่แล้วเกี่ยวกับเรื่องที่ต้องการจะพูด การตอบโต้บทสนทนาเป็นการร่วมกันแก้ปัญหาในสิ่งที่ต้องการร่วมกัน

    “ถ้าคุณขุดหาต้นตอของปัญหาผิดจุด ถึงจะสามารถขุดได้เร็วและฉลาดแค่ไหนก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย”

    เกือบจะทุกวิธีการที่เราคิดว่าปลอดภัยในการเริ่มต้นบทสนทนาล้วนเป็นการเริ่มต้นที่ล้มเหลวกันทั้งสิ้น เราต้องเลือกสิ่งที่พูดแล้วเหมาะสม พอเหมาะกับเวลา ไม่เปิดเผยมากเกินไปและต้องไม่ดูไม่ปิดบังมากเกินไปเช่นกัน

    อย่าง.. “คุณคิดอะไรอยู่? เป็นคำถามที่เหมือนส่งบัตรคำเชิญให้ผู้คนเริ่มเข้าสู่บทสนทนาที่ลึกซึ้งมากขึ้น ค้นหาลงไปในความคิดและจิตใจ พวกเขาจะเริ่มตัดสินใจกับตัวเองว่าจะพูดสิ่งที่คิดอย่างตรงไปตรงมา หรือเก็บมันไว้และบอกใบ้บางอย่าง แต่นี่ไม่ใช่คำถามที่จะทำให้พวกเขาบอกคุณทุกอย่าง แต่เป็นคำถามที่ช่วยในการกระตุ้นผู้รับการโค้ชเท่านั้น

    คำถามน่ากลัว: คำถามที่ดีที่สุดในโลก และมีพลังในการใช้การโค้ชมากที่สุด

    เป็นคำถามที่มีคุณสมบัติราวกับเวทย์มนต์ มันดูเหมือนจะไม่พยายามในการค้นหา แต่มันสร้างคำตอบได้มากกว่าที่เราคิดจากคำถามนี้ ทำให้เราเห็นผู้รับการโค้ช ในด้านของการมีภูมิปัญญา มีข้อมูลเชิงลึก มีการตระหนักรู้ และมีความรับผิดชอบ

    หากถามว่า..“แล้วมีอะไรอีก?” สำหรับเรื่องนี้ มี 3 เหตุผล ที่ทำให้คำถามนี้เป็นคำถามที่น่ากลัวที่สุด สำหรับคนที่ต้องเจอคำถามเหล่านี้ (เพราะเป็นคำถามที่ทำให้พวกเขาต้องคิดเยอะพอสมควรนั่นเอง) นั่นก็คือ

    • ประการแรก เป็นการเพิ่มตัวเลือกในการตัดสินใจ
    • ประการที่สอง ได้ควบคุมอารมณ์และความรู้สึกตัวเอง
    • ประการที่สาม เป็นการซื้อเวลาให้กับตัวเอง
    4 ข้อแนะนำสำหรับพวกเรา ในการถาม “แล้วมีอะไรอีก?”

    เพื่อทำให้คำถามที่น่ากลัวของเราได้ผล เราต้องทำควบคู่ไปกับสิ่งเหล่านี้ ดังต่อไปนี้

    1. แสดงความอยากรู้อยากเห็นและจริงใจ เมื่อเราได้เลือกใช้คำถามที่น่ากลัวออกไปแล้ว เป็นการป้องกันไม่ให้เราต้องเข้าสู่การสนทนาถามตอบที่น่าเบื่อ
    2. ถามซ้ำอีกครั้ง เริ่มจากการเข้าใจกฎโดยธรรมชาติของมนุษย์ก่อน คนเรามักไม่ชอบถามตอบอะไรซ้ำๆ แต่วิธีการที่ผู้เชี่ยวชาญเขาแนะนำก็คือ การถามซ้ำๆ เป็นเหมือนการทดลอง และสิ่งที่เราทำต่อไป ก็คือคอยสังเกตผลการทดลองที่เราได้ถามไป
    3. ระบุความสำเร็จ “ไม่มีอะไรแล้ว” คำตอบนี้ คือคำตอบที่เราต้องมองหาและรอคอย มันหมายถึงเราได้พาผู้รับการโค้ชเดินทางมาจนถึงจุดสิ้นสุดของคำถามนี้แล้ว หายใจเข้าลึกๆ แล้วยิงออกไปด้วยคำถามใหม่แทน
    4. ไปต่อเมื่อถึงเวลาที่ใช่ ถ้าเรารู้สึกว่าเราควรจบบทสนทนานี้ได้แล้ว เราจะรู้ทันทีว่ามันถึงเวลาไปต่อแล้ว คำที่มีอิทธิพลมากที่เราใช้เพื่อจบบทสนทนาก็คือ “สรุปก็คือ..” หรือ “มีอะไรอีกไหม?” ซึ่งเป็นการตัดจบบทสนทนาแบบยังคงเปิดประตูเอาไว้สำหรับการรับคำถามได้เพิ่มอีก หากมีฝ่ายใดฝ่ายนึงต้องการถามเพิ่มเติม

    คำถามขี้เกียจ: ค้นหาคำถามที่มีประโยชน์สำหรับผู้รับการโค้ช และทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น

    การโค้ช คือการต้องพยายามอย่างถึงที่สุดในการดึงให้ผู้รับการโค้ชเกิดความก้าวหน้า หรืออาจจะพูดได้ว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่ผู้รับการโค้ช สิ่งที่คนเป็นโค้ชต้องทำก็คือ ทำตัวให้มีประโยชน์ต่อผู้รับการโค้ชให้มากที่สุดในการเพิ่มมูลค่าเหล่านั้น

    “มีอะไรให้ช่วยไหม?”

    พลังของคำถามนี้ มันมากกว่าคำถามทั่วไปถึง 2 เท่า อย่างแรกเลยมันเป็นการบังคับผู้รับการโค้ชของเราให้พูดสิ่งที่ต้องการออกมาอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา ซึ่งเราในฐานะโค้ชจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าสิ่งที่พวกเขาต้องการจริงๆ หรือเคยต้องการคืออะไร? ดังนั้นเมื่อเรารู้แล้วเราถึงจะสามารถทำตัวให้มีประโยชน์ได้อย่างถูกทางและตรงตามความต้องการของผู้รับการโค้ช

    “คุณ (ผู้รับการโค้ช) ต้องการอะไร?”

    เป็นอีกเวอร์ชั่นหนึ่งของ มีอะไรให้ช่วยไหม? ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นที่แข็งทื่อกว่า แต่เราในฐานะเป็นโค้ช ก็ต้องระมัดระวังในการใช้คำถามนี้ให้ดี อย่างเช่นในเรื่องของสีหน้า แววตา หรือน้ำเสียง ซึ่งหากคุณถามคำถามแบบนี้ด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจหรือแววตาหงุดหงิด ผู้รับการโค้ชอาจจะเข้าใจผิดในตัวเรา แล้วทำให้พวกเขาไม่กล้าบอกสิ่งที่พวกเขาต้องการกับเราตรงๆ อีกต่อไป (ถือเป็นการสนทนาที่อาจจะลงเอยด้วยความล้มเหลว)

    คำถามเชิงกลยุทธ์: คำถามที่พุ่งตรงถึงจิตใจ ซึ่งต้องอาศัยกลยุทธ์ที่ดี

    แม้จะฟังดูน่ากลัวหรือมีชั้นเชิงมากเกินไปหน่อย แต่การปฏิบัติจริงๆ ก็ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่เราคิด เราควรเริ่มจากการที่ผู้รับการโค้ช นึกถึงสิ่งที่เขาเห็นด้วย เมื่อพวกเขาตอบ “ใช่” หรือ “เห็นด้วย” นั่นก็จะถึงเวลาของคำถามเชิงกลยุทธ์ของเรา เช่น คำถามตัวอย่างดังนี้

    “คุณบอกว่าใช่ งั้นอะไรที่คุณว่าไม่ใช่ล่ะ” หรือ “ถามจริงๆ เลยนะ อะไรคือสิ่งที่คุณบอกว่าใช่กันแน่?”

    2 คำถามนี้ จะช่วยดึงความมุ่งมั่นของผู้รับการโค้ชให้ออกจากเงามืด โดยพวกเขาจะได้ย้อนกลับไปคิดถึงสิ่งที่พวกเขาเพิ่งตอบว่า ใช่ หรือ เห็นด้วย อีกครั้งนึง พวกเขากำลังจะเข้าสู่กระบวนการคิดว่า พวกเขาพลาดหรือเข้าใจอะไรผิดไปหรือไม่ กับการคำถามนี้

    ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีอีกวิธีของคำถามเชิงกลยุทธ์ ที่ทำให้เราสามารถครอบคลุมคำปฏิเสธได้ทั้ง 2 รูปแบบ คือ

    1. การปฏิเสธ ที่ถูกนำไปใช้กับตัวเลือกที่จะถูกกำจัดโดยอัตโนมัติ เมื่อเราพูดว่าใช่ ซึ่งการเข้าใจประเภทของการปฏิเสธหรือพูดว่า “ไม่” จะช่วยให้เราในฐานะโค้ชเข้าใจความหมายของการตัดสินใจ
    2. การปฏิเสธที่ไม่เปิดเผย เป็นการปฏิเสธที่เป็นเหมือนการสาดไฟส่องไปยังวิธีการสร้างพื้นที่ การจดจ่อ พลังงาน และทรัพยากรที่เราต้องการจะตอบว่า ใช่
    การปฏิเสธในสถานการณ์ที่ปฏิเสธไม่ได้

    โชคไม่ดีที่หลายคนที่เราทำงานด้วย มักผลักเราเข้าสู่สถานการณ์ที่ทำให้การปฏิเสธกลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้น ซึ่งการตอบว่า “ใช่” หรือ “ได้” กลายเป็นเหมือนวัฒนธรรมองค์กรไปโดยปริยาย เพราะอย่างน้อยต่อให้เราอยากปฏิเสธมากแค่ไหน ก็ยังสามารถตอบได้แค่ “น่าจะ” หรือ “อาจจะ” อยู่ดี

    “ความลับของการปฏิเสธคือ การเรียนรู้ที่จะตอบตกลงให้ช้าลง”

    ความเร็วในการตอบตกลง เป็นความเร็วเดียวกับที่โยนเราเข้าสู่ปัญหา การตอบตกลงให้ช้าลงเป็นเหมือนการพยายามจะรักษาความอยากรู้อยากเห็นเอาไว้ก่อน ให้เราลองถามคำถามพวกนี้ดูก่อน เช่น

    • ทำไมถึงมาถามฉันล่ะ?
    • คุณไปถามใครมาบ้าง?
    • ตอนที่คุณบอกว่า เรื่องนี้มันด่วนมาก คุณหมายความว่าอย่างไร?
    • งานนี้ต้องทำให้เสร็จตามมาตรฐานอะไร? และเมื่อไร?
    • ถ้าคุณบอกว่าคุณทำคนเดียวไม่ได้ทั้งหมด ส่วนไหนที่คุณจะให้ฉันทำล่ะ?
    • คุณต้องการให้ฉันหยุดทำงานของฉัน แล้วมาทำงานนี้หรอ?

    แต่การพยายามทำตัวอยากรู้อยากเห็น ไม่เข้าใจในสิ่งที่พวกเขาพูด แล้วถามด้วยคำถามเดิมซ้ำๆ อาจจะเหมือนเหมือนยั่วยุให้เกิดการตอบกลับ 3 รูปแบบด้วยกันคือ

    1. คนที่ไม่ได้เรื่อง จะบอกเราให้หยุดถามคำถามน่ารำคาญเหล่านั้น แล้วรับงานไปทำเสียที
    2. ตอบด้วยคำตอบที่เตรียมพร้อมมาอย่างดีในทุกคำถาม แต่มันจะเป็นชัยชนะของเราเพราะนั่นหมายถึงเราสามารถพูดออกไปได้เลยว่า เขาเตรียมตัวมาอย่างดีเพื่อที่จะให้คุณทำตามที่เขาต้องการ
    3. เขาไม่มีคำตอบสำหรับคำถามของเรา แต่ยินดีที่จะหาคำตอบมาให้เรา ซึ่งสุดท้ายแล้วเขาจะยอมแพ้แล้วไม่กลับมาอีก

    คำถามการเรียนรู้: ค้นหาวิธีจบบทสนทนาในทางที่ดูฉลาดมากที่สุด

    การช่วยผู้รับการโค้ชให้เรียนรู้สิ่งที่พวกเขาขาดเป็นเรื่องยาก บางครั้งเราอาจจะรู้สึกว่าอยากตีพวกเขาเข้าที่หัวซ้ำๆ แต่เราก็ทำแบบนั้นไม่ได้ แต่ยังต้องทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามด้วยการผลักดันพวกเขาต่อไปอย่างมืออาชีพ นี่คือสิ่งที่คนเป็นโค้ชต้องจำเอาไว้ให้ดี

    • ผู้รับการโค้ช จะไม่ได้เรียนรู้จริงๆ เวลาที่คุณบอกให้ทำอะไร
    • ผู้รับการโค้ช จะไม่ได้เรียนรู้จริงๆ ตอนที่พวกเขาถูกให้ทำอะไรสักอย่าง
    • ผู้รับการโค้ช จะเริ่มเรียนรู้ตอนที่ได้เริ่มสร้างหนทางใหม่ด้วยตัวเขาเอง เป็นช่วงเวลาที่พวกเขาได้โอกาสที่จะนึกย้อนกลับไป และนึกถึงผลลัพธ์ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

    “สิ่งที่มีประโยชน์ต่อคุณมากที่สุด คืออะไร?”

    นักวิชาการ Chris Argyris ได้บัญญัติศัพท์สำหรับ “double loop learning” เอาไว้ว่าตั้งแต่ 40 ปีที่แล้วว่า ถ้าช่วงเวลาแรก คือการพยายามแก้ปัญหา ช่วงเวลาที่ 2 ก็คือการเริ่มสร้างช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้จากหัวข้อปัญหาในมือ และในช่วงเวลาที่สองนี้เองที่พวกเขาพยายามหาข้อมูลเชิงลึก การเชื่อมต่อกับสิ่งใหม่ๆและการเรียนรู้ก็จะเกิดขึ้นมาในที่สุด

    ทำไมคำถาม “สิ่งที่มีประโยชน์ต่อคุณมากที่สุด คืออะไร?” ถึงเป็นเรื่องสำคัญ

    มีคำถามมากมายที่เราสามารถใช้ถาม เพื่อสร้างความก้าวหน้าของกระบวนการการเรียนรู้ได้ ตัวอย่างเช่น “คุณได้อะไรจากการเรียนรู้บ้าง?” หรือ “อะไรคือกุญแจสำคัญ?” และ “อะไรคือสิ่งสำคัญที่ควรจำไว้ให้ขึ้นใจ” เป็นต้น คำถามพวกนี้ดีทั้งหมด แต่คำถามที่ว่า “สิ่งที่มีประโยชน์ต่อคุณ มากที่สุดคืออะไร?” เป็นคำถามที่ช่วยทำให้เราในฐานะโค้ช เข้าถึงจุดที่เราต้องการดังต่อนี้

    • ช่วยทำให้บทสนทนานั้นมีประโยชน์
    • สามารถทำให้ผู้รับการโค้ชบอกได้ว่า อะไร คือ สิ่งที่สำคัญกับพวกเขามากที่สุด
    • สามารถทำให้สิ่งที่ผู้รับการโค้ชตอบคำถามออกมาเป็นเรื่องส่วนตัว ความรู้สึกส่วนตัวหรือ สิ่งที่ได้รับส่วนตัวได้
    • คนถามในที่นี้ก็คือโค้ช จะได้ผลตอบรับกลับมาอย่างตรงไปตรงมา

    บทสรุป

    คำถามเริ่มต้น ถือเป็นใบเบิกทางสำหรับการเริ่มต้นบทสนทนาที่จะทำให้ทั้ง 2 ฝ่าย สามารถจดจ่อและพร้อมเปิดรับสิ่งที่ตามมาในบทสนทนาได้ คำถามที่น่ากลัว เป็นคำถามการโค้ชที่ดีที่สุด มันทำงานเหมือนเป็นเครื่องมือที่ทำให้ผู้รับการโค้ชได้ตระหนักรู้ด้วยตัวเอง คำถามขี้เกียจ จะช่วยรักษาเวลาของเรา ในขณะที่คำถามเชิงกลยุทธ์จะช่วยรักษาเวลาเพื่อให้เราได้ทำงาน และ คำถามการเรียนรู้ จะช่วยทำให้ผู้รับการโค้ชสามารถค้นหาสิ่งที่ตนเองได้รับและสิ่งที่ตนเองต้องการได้

    วิธีการทั้งหมดนี้ เราถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นโค้ชอาชีพ หรือ ไม่ได้เรียนทักษะการโค้ชมา ก็สามารถนำไปฝึก นำไปประยุกต์ใช้กับทีมงานของเรา หรือ คนรอบตัวเราก็ได้ เพื่อช่วยพวกเขาได้เห็นทางออก และ เพื่อเป็นการสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิม

    Book Review
    Share. Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Tumblr WhatsApp Email
    Previous Article32 Great Psychological Tips ใช้หลักจิตวิทยาอ่านใจคน
    Next Article งานการพยาบาลผู้ป่วยนอก ที่อยู่ในหัวใจแห่งการบริการ
    mypilottest01

      Related Posts

      ปลดล็อกศักยภาพ กับ 60 บทเรียนชีวิตจาก Adam Grant

      มกราคม 6, 2025

      การจัดการเวลาแนวใหม่ : กลยุทธ์จาก Deep Work โดย Cal Newport

      กันยายน 4, 2024

      การปฏิวัติความสำเร็จ ในที่ทำงาน: กลยุทธ์จาก Atomic Habits โดย James Clear

      กันยายน 3, 2024

      The SPEED of Trust: ความไว้วางใจ สิ่งเดียวที่เปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้

      มิถุนายน 17, 2024

      Comments are closed.

      Our Picks

      ตั้งเป้าหมายการเงินให้สำเร็จ – วิธีการและเคล็ดลับจากประสบการณ์จริง

      มิถุนายน 22, 2024

      ลาเพื่อพาพ่อแม่ไปหาหมอ หรือ ลาเพื่อไปดูใจพ่อแม่เป็นครั้งสุดท้าย ใช้ลากิจได้

      สิงหาคม 18, 2023

      แผนการเกษียณ ของคน Gen Z ควรเป็นอย่างไร? และต้องเริ่มต้นอย่างไร?

      มิถุนายน 6, 2023

      7 เหตุผลที่ทำให้คนฉลาดหรือคนที่ทำงานหนักไม่ใช่คนที่ประสบความสำเร็จ

      พฤษภาคม 30, 2023
      • Facebook
      • Pinterest
      • Instagram
      • YouTube
      Don't Miss

      ประกันสุขภาพจำเป็นหรือไม่? และส่งผลดีต่อคนทำงานในยุคนี้อย่างไร?

      By willskillพฤษภาคม 19, 20250

      ประกันสุขภาพ หร…

      ประกันสุขภาพของบริษัทใช้ร่วมกับประกันสังคมแต่ยังต้องจ่ายเพิ่มหรือเปล่า?

      พฤษภาคม 19, 2025

      Flashcards สมัยใหม่ ทำให้คุณใช้คำศัพท์ภาษาอังกฤษเป็นทันทีได้อย่างไร?

      กุมภาพันธ์ 7, 2025

      จำไม่ให้ลืม | ทำไมคนที่พูดได้หลายภาษาจำคำศัพท์แล้วไม่ลืม?

      กุมภาพันธ์ 3, 2025

      Subscribe to Updates

      Get the latest creative news from SmartMag about art & design.

      About Us
      About Us

      Your source for the lifestyle news. This demo is crafted specifically to exhibit the use of the theme as a lifestyle site. Visit our main page for more demos.

      We're accepting new partnerships right now.

      Email Us: admin_thepractical@thepractical.co

      Our Picks

      ตั้งเป้าหมายการเงินให้สำเร็จ – วิธีการและเคล็ดลับจากประสบการณ์จริง

      มิถุนายน 22, 2024

      ลาเพื่อพาพ่อแม่ไปหาหมอ หรือ ลาเพื่อไปดูใจพ่อแม่เป็นครั้งสุดท้าย ใช้ลากิจได้

      สิงหาคม 18, 2023

      แผนการเกษียณ ของคน Gen Z ควรเป็นอย่างไร? และต้องเริ่มต้นอย่างไร?

      มิถุนายน 6, 2023
      New Comments
        Facebook YouTube Spotify Pinterest
        • Home
        • Work
        • Life
        • Balance
        • Sustainability
        • People Stories
        • InMind
        • Podcast
        © 2026 Willskill. Designed by Exaalgia.

        Type above and press Enter to search. Press Esc to cancel.

        Sign In or Register

        Welcome Back!

        Login to your account below.

        Lost password?